ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

หลอน

๒๔ พ.ค. ๒๕๖๘

หลอน

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๓๑๐๓. เรื่อง “ทำอย่างไรดี”

กราบนมัสการหลวงพ่อ มีคำถาม ๒ เรื่องครับ

๑. พอนั่งสมาธิ ใช้คำบริกรรมพุทโธ กว่าจะคิดพุทโธออกได้แต่ละคำนี้ใช้เวลาพอสมควรเลย เหมือนมีอะไรมาต้านไว้ไม่ให้มันนึกออกครับ ผมเลยลองใช้ธัมโมกับสังโฆดู ก็นึกได้ง่ายขึ้น แต่ทั้งพุทโธ ธัมโม สังโฆ เวลานั่งไปสักพักมันจะเริ่มปวดหัว จนฝืนทนนึกถึงคำบริกรรมต่อไม่ไหวครับ เลยอยากถามว่า จะทำอย่างไรดีให้นั่งสมาธิได้นานขึ้น

๒. ผมป่วยเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ อาการคือใช้สมองทำกิจกรรมได้ไม่เยอะและทำอะไรที่ซับซ้อนไม่ได้ครับ รักษาโดยทางจิตเวชมาหลายปีแล้วก็ยังไม่หายครับ เลยขอคำแนะนำจากหลวงพ่อว่าควรทำอย่างไรดี

ตอบ : นี่คำถามนะ คำถามข้อที่ ๑. เวลานั่งสมาธิแล้วเราจะใช้บริกรรมพุทโธ ธัมโม สังโฆแต่ละคำ มันนึกต้องใช้เวลาพอสมควร

อันนี้มันบ่งบอกถึงว่าเราไม่เป็นปกติเหมือนกับสามัญชาวโลกเขา ฉะนั้น สิ่งอย่างนี้เราต้องตั้งสติของเราเอง ตั้งสติหมายความว่า เรามีสติแล้ว เรามีสติระลึกถึงว่า เราทำเวรทำกรรมของเรามาอย่างนี้ มาเกิดในสภาวะแบบนี้ เรามีสติปัญญาของเรา อย่าให้น้อยเนื้อต่ำใจ แล้วพยายามฝึกฝนของเรา

ในปัจจุบันนี้นะ คนพิการมากเลย เขาพยายามมุมานะของเขาจนเขาประสบความสำเร็จในชีวิตของเขา จนมาเป็นตัวอย่างออกให้กำลังใจชาวโลกเยอะแยะเลย

นี่ก็เหมือนกัน เวลา กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เวลาเกิดมา เราทำของเรามา แต่ถ้าเราคิดของเราโดยทางลบ คิดน้อยอกน้อยใจ คิดแต่ทำไมเราไม่เหมือนบุคคลคนอื่น

เหมือน แล้วจะดีกว่าได้ด้วย ด้วยการฝึกฝน ด้วยการพยายามกระทำของเรา ถ้าเราทำฝึกฝนของเรา ทำให้มันดีขึ้น ถ้ามันดีขึ้นอยู่ที่ไหนล่ะ

ก็อยู่ที่คำถามนี่ไง อยู่ที่คำถาม เราฝึกหัดนั่งสมาธิของเรา

เด็กๆ นะ เราเคยเจอเด็กๆ มากมายเลย เวลาเขามาสอบถามว่า เขาจะเรียนอะไรดี เขาดูหนังสือแล้วไม่รู้เรื่องอย่างนี้

เราบอกให้วางหนังสือไว้ก่อน แล้วมานั่งหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ฝึกทำสมาธิ

เพื่อนๆ เขาบอกว่าทำได้อย่างไร เพื่อนๆ นี่ อู้ฮู! แข่งกันดูหนังสือก็ยังไม่รู้เรื่องเลย แล้วจะมาวางหนังสือแล้วมาหัดทำสมาธิ ยิ่งไม่ทันเพื่อนใหญ่เลย

สุดท้ายแล้วเขาเองเขาก็ทุกข์ของเขา เขาก็พยายามฝึกหัดกระทำของเขา เขามารายงานผลเราเองเลย ดีขึ้นเยอะเลยหลวงพ่อ อ่านหนังสือก็เข้าใจ อ่านหนังสือก็พออ่านได้ แล้วก็พยายามสอบให้จบ พอจบแล้วขอบคุณ

ถ้าเราไปตามกิเลสไง ทั้งทุกข์ทั้งยาก ทั้งเครียด แล้วยังจะต้องตะเกียกตะกายไง

อันนี้เหมือนกัน สิ่งที่เราเกิดมา เราเกิดมาเป็นมนุษย์ไง เราต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย ปัจจัย ๔ ถ้าปัจจัย ๔ เพื่อดำรงชีวิต เราก็ต้องมีหน้าที่การงานของเรา ถ้ามีหน้าที่การงานของเราไง ทำสิ่งใดก็ได้ให้เป็นสุจริต เป็นสัมมาอาชีวะ แล้วเราเลี้ยงชีพของเรา ให้เลี้ยงชีพของเรา

ให้ย้อนกลับมาชีวิตนี้ไง ทำไมคนนู้นเกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทอง ทำไมคนนั้นเกิดมาไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้ว่า สว่างมา มืดไป เวลาเกิดมามีแต่ความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้น สุดท้ายเวลาขาไป ขาไปคือ สว่างมาแต่ไม่ศึกษา ไม่ทำบุญกุศล ไม่ทำคุณงามความดีไง มืดบอดไป ทุกข์เจียนตาย

มืดมา เรามืดมา แล้วเราพยายามฝึกฝน พยายามสร้างคุณงามความดีไง มืดมา สว่างไปไง

สว่างมา สว่างไป สว่างมาเขามีสติปัญญาของเขา แล้วเขาไม่หลงระเริงในชีวิตของเขา เขาได้สร้างบุญกุศลของเขา เขามาทั้งสว่าง แล้วก็ไปทั้งสว่าง

มืดมาแล้วก็มืดไป เวลามืดมานะ ทุกข์ยากมาตลอด แล้วชีวิตก็จะทุกข์ยากต่อไป ทั้งๆ ที่เราได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา

พระอานนท์ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไง “ดวงตาของโลกดับแล้ว ดวงตาของโลกดับแล้ว”

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดำรงชีวิตอยู่ไง อชาตศัตรูจะยกทัพไปตีลิจฉวี ยังไม่ถามเลยว่าแพ้หรือชนะ ถ้าชนะจะทำอย่างไร แพ้จะทำอย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แนะนำ ใครมีทุกข์มียากจะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นี่ไง ดวงตาของโลกดับแล้วไง

มืดมา แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติไง ให้เห็นแสง ให้เห็นความสว่าง

มืดมาแล้วก็มืดไป

นี่ก็เหมือนกัน ชีวิตเราเกิดมาอยู่ที่การกระทำของเรา เราไม่ต้องไปน้อยเนื้อต่ำใจใดๆ ทั้งสิ้น ทำไมเราไม่เหมือนเขา ทำไมเราไม่เท่าเทียมเขา

ไอ้นั่นการเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ เราก็ได้เกิดเป็นมนุษย์ไง มันจะมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องไง ถ้าสิ่งใดขาดตกบกพร่อง นั่งสมาธิไง กว่าจะนึกพุทโธแต่ละคำ โอ้โฮ! มันชักช้าเหลือเกิน สมองเราช้ากว่าเขา

เราก็ยังมีความตั้งใจของเราไง เราก็มีสติปัญญาของเราฝึกหัดของเรา แล้วถ้าทำของเราได้ มันก็จะเป็นประโยชน์กับเรา

ให้ชำนาญในวสี ถ้ามันเป็นสมาธิ มันสุขสงบเป็นครั้งเป็นคราว นั่นก็บุญของคน แล้วได้หนเดียว แต่เวลาพระกรรมฐานๆ ไง หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะนี่ไง ให้ชำนาญในวสี ให้ชำนาญในการทำความสงบของใจ ทำบ่อยครั้งเข้าๆ เพราะมันเป็นพื้นฐาน มันเป็นมาตรฐานที่จะทำให้เรายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้

เราไม่มีมาตรฐาน ไม่มีพื้นฐาน ล้มเหลว ล้มลุกคลุกคลาน ดีแต่เปลือก ในใจทุกข์ทั้งนั้นน่ะ ไม่ต้องมาบิดเบือน เป็นไปไม่ได้ ทุกข์ในหัวใจ ทุกข์เพราะอะไร

ทุกข์เพราะไม่มีคนเชื่อเราเลย ทุกข์เพราะไม่มีคนศรัทธาเราเลย

ศรัทธานั่นน่ะวุ่นวายมาก

นี่ไง เราเอาความสุขในหัวใจของตนให้ได้ ถ้าเอาความสุขในหัวใจของตนให้ได้ ชำนาญในวสี ชำนาญในการเข้าและการออก แล้วถ้าชำนาญ เห็นไหม

นี่ก็เหมือนกัน ถ้ามันชักมันช้า เราตั้งใจฝึกหัด

พอเราชักเราช้าแล้วเราก็ไปคิดโดยวิทยาศาสตร์ไง เราต้องเหมือนเขา

ทำไปเถอะ เดี๋ยวดีกว่าเขา

เด็กพิเศษ พ่อแม่ฝึกหัดจนเป็นปกติ จนมีการศึกษาจบดอกเตอร์ เด็กพิเศษ พ่อแม่เสียสละมาดูแลจนเขาฟื้นฟูขึ้นมาแล้วมีการศึกษาจนจบดอกเตอร์ เขาทำได้

เราก็เหมือนกัน เราไม่ต้องไปทุกข์ไปยากกับใคร เพราะอะไร เพราะนี่มันเป็นมาตรฐานของเรา มันเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์ เราสร้างได้มากน้อยขนาดไหน เราทำของเรา นี่ข้อที่ ๑.

“๒. ผมป่วยเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ รักษาทางจิตเวชมาหลายปี”

ถ้ามาหลายปี เรากินยา เรารักษา แล้วถ้าเรารู้ว่าเราไม่ปกติ เราไม่ต้องไปวิปัสสนา

นักปฏิบัติโดยทั่วไปจะใช้วิปัสสนาๆ วิปัสสนาคือการใช้ปัญญา ปัญญาที่เราใช้มันส่งออก อาการของจิตมันมีการกระทำของมัน แล้วโรคภัยไข้เจ็บมันอาศัยตรงนี้ในแนวทางของมัน

ฉะนั้น เวลาถ้าเราไม่ปกติ เราหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธพอ เราทำให้มันเป็นปกติก่อน เราทำให้มันมีมาตรฐานก่อน

ฉะนั้น ไม่ต้องไปกังวลว่าเราจะหายเมื่อไหร่ หายคือพุทโธได้ชัดๆ ไง พุทโธด้วยความเป็นปกติ พุทโธโดยความถูกต้องชอบธรรม ถ้ามันเป็นปกติมันจะหาย หายจากการบกพร่องให้มาเป็นปกติ

พอปกติแล้วทำความสงบของใจเข้ามาให้เป็นสัมมาสมาธิ ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนามันจะเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากสติและสมาธิ ไม่ใช่ปัญญาหลอกหลอน ปัญญาให้กิเลสมันปลิ้นปล้อนไง แล้วพ่วงไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ พ่วงไปโดยตัณหาความทะยานอยาก พ่วงไปโดยกิเลสโดยที่เราไม่รู้ตัว มันจะเป็นสมุทัยเจือปนมาตลอด

ความคิดของคนโดยธรรมชาติมันบวกไปโดยสมุทัย บวกไปโดยกิเลสโดยเราไม่รู้ตัวทั้งหมด

สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิทำให้จิตมันเป็นปกติ จิตมันสงบ จิตสงบแล้ว สมุทัย กิเลสมันสงบตัวลง การใช้ปัญญาการฝึกหัดนั้นมันจะเป็นปัญญา เป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากสติและสมาธิ

กิเลสที่มันจรมา กิเลสที่มันบวกมาไง มันจรมาไง อารมณ์ความรู้สึกคือมันจรมา ชาติปิ ทุกฺขา ชาติการเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง โดยสัจจะ โดยความจริง การเกิดต้องเผชิญกับความทุกข์ความยากทั้งชีวิต การเกิด ชาติปิ ทุกฺขา เป็นข้อเท็จจริง อารมณ์ความรู้สึก ทั้งกิเลส ทั้งธรรมที่มันจรมาๆ ที่ฝึกหัดมา จรมาเป็นครั้งเป็นคราว แล้วพยายามฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้มันเป็นข้อเท็จจริงในพระพุทธศาสนา

ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผล

ใจดวงใดมีแต่กิเลส จินตนาการพระพุทธศาสนา จินตนาการเรื่องภาวนามยปัญญา จินตนาการด้วยปัญญา ปัญญาจินตนาการ ไม่มีสมาธิ ไม่มีสติอะไรเลย จินตนาการไปเพริศแพร้ว จนพระหลายๆ องค์บอกว่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้า

ฟังแล้วตกใจ

จินตนาการก็เอาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาจินตนาการ จินตนาการไปจินตนาการมาเก่งกว่าพระพุทธเจ้า

เพราะมันไม่มีสมาธิไง กิเลสที่สมุทัยเจือปนมา เจือปนมาจนมันถือตัวถือตนว่ามันยิ่งใหญ่ เจือปนมาจนอหังการ จนกลับไปเหยียบย่ำพระพุทธศาสนา

นี่ไง ฉะนั้น ถ้าแบบว่าป่วยโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ แล้วไปหาหมอทางจิตเวชมาหลายปีแล้ว ก็ค่อยฝึกหัด ฝึกหัดให้เรากลับมาเป็นปกติ ถ้ามันเป็นปกติแล้วพุทโธมันจะชัดเจน ไอ้ที่ว่า “พุทโธไม่ได้เลย พุทโธมันยากเย็น กว่าจะระลึกได้ใช้เวลา” มันจะเป็นปกติจนพุทโธกับจิตเป็นอันเดียวกัน โอ้โฮ! มันกลมกลืนนะ มันจะมีความสุขของมัน

ไม่ต้องใช้ปัญญา ปัญญาคือทางออกของกิเลสที่มันจะไปแสวงหาเหยื่อ ให้มันเป็นปกติก่อน

ปัญญาในพระพุทธศาสนาต้องฝึกหัด เพราะพระที่ภาวนาไม่เป็นติดในสมาธิ เข้าใจว่าสมาธินี้เป็นนิพพาน มันเฉยๆ ไง มันอิ่มเต็มไง

ไม่มีเหตุไม่มีผลจะนิพพานได้อย่างไร ถ้ามันติดในสมาธิไง แล้วถ้ามันฝึกหัดใช้ปัญญา เห็นไหม ปัญญาในพระพุทธศาสนา ศีล สมาธิ ปัญญา ภาวนามยปัญญาถ้ามันเกิดขึ้น

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา เวลาท่านพูดชัดเจนของท่าน แต่ไอ้ของเราพูด ปัญญาคือเหมือนกันหมด จะคิดเล็ก คิดน้อย คิดมาก คิดใหญ่ คิดพิสดารคือปัญญา ไร้สาระ เรื่องโลกๆ ปัญญาอย่างนี้เจือปนไปด้วยอวิชชาคือความไม่รู้ ไม่รู้ในปัญญานั่นครึ่งหนึ่ง แล้วเราก็คิดของเราไปเองครึ่งหนึ่ง ฉะนั้น มันถึงเป็นจินตนาการไง

ฉะนั้น ถ้าทำสมาธิแล้ว ถ้าจะเป็นภาวนามยปัญญามันต้องฝึกหัด

เขาบอกว่าทำ สมาธิแล้วมันจะเกิดปัญญาเอง

นั่นก็โดนกิเลสหลอก ปัญญาอะไรจะเกิดเอง ถ้าปัญญาเกิดเอง ฤๅษีชีไพรก่อนพระพุทธกาลเป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้ว ถ้ามันเกิดเอง

พระพุทธเจ้าต้องมาศึกษาค้นคว้าของพระพุทธเจ้าเอง แล้วอบรมบ่มเพาะขึ้นมา ครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติมาแล้ว ถ้าปัญญาเกิดเองปัญญากิเลสล้วนๆ กิเลสมันพาให้ติดอยู่นั่นแหละ

ถ้าเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาจะฆ่ากิเลสแล้วล่ะ โอ้โฮ! กิเลสมันตกใจเลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าฆ่าอย่างไร วิธีการฆ่า ฆ่าอย่างไร ฆ่าแล้วกิเลสมันตายอย่างไร

เวลามันตายแล้ว เออ! มันต้องอย่างนี้สิมันถึงเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เป็นสาวกสาวกะที่ได้ยินได้ฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ

กาลามสูตร ไม่เชื่อใครเลย เชื่อผลการปฏิบัติไง เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไง ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต เห็นพระพุทธเจ้าแล้วกราบแล้วกราบอีก

ดูหลวงตากราบพระสิ กราบพระพุทธเจ้ากราบด้วยหัวใจ มันสวยงามมาก จบ

ถาม : ข้อ ๓๑๐๔. เรื่อง “สงสัย”

ขออนุญาตถาม

๑. ในช่วงเวลาหนึ่งในการปฏิบัติ เราเคยมีความรู้สึกเฉยๆ สิ่งใดกระทบก็รู้และทำไปตามหน้าที่ ไม่มีอารมณ์โกรธหรือไม่โกรธแต่เรารู้สึกตัวเห็นอาการต่างๆ เหล่านี้ เมื่อมาสังเกตพฤติกรรมด้วยตัวเองที่ไม่เหมือนเดิม (ปัจจุบันสภาวะเฉยๆ ไม่มีแล้วในตัวเอง)

๒. ในขณะหลับไปแล้ว แต่ตกดึกหรือช่วงเวลาใดจำไม่ได้ แต่เป็นช่วงกลางคืน พอหลับแล้วรู้สึกตัวว่า ความคิดตัวเห็นกับความคิดแยกออกจากกัน และมีอาการตกใจ ความคิดกับตัวก็เป็นคนละอัน หลังจากนั้นก็รอรอบสอง กำลังจะเห็นความคิดก็มีอาการว่ามาแล้ว สักพักหนึ่งก็ดับหายไป หลับไป มันคือความจริงหรือความฝันในการปรุงแต่งคะ

ตอบ : มันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อเพ้อฝันทั้งหมดเลย

ถ้ามันเป็นเรื่องความจริงๆ ไง ความจริงๆ มันเป็นสุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้าจิตสงบระงับแล้วมันถึงเป็นความสุขขึ้นมา ถ้าเป็นความสุขขึ้นมา

ถ้ามันเป็นความเพ้อเจ้อเพ้อฝันไง ข้อที่ ๑. ในช่วงเวลาในการปฏิบัติมีความรู้สึกว่าเฉยๆ เฉยๆ

ไอ้เฉยๆ ทำสมาธิไม่เป็น

“รู้เฉย เฉย”

ถ้าเป็นครูบาอาจารย์เรานะ หัวตอ สมาธิหัวตอ เวลาทำสมาธิไม่เป็นก็นั่งหลับ เวลานั่งหลับมันตกภวังค์ พอตกภวังค์ไป “นั่งสมาธิวูบหายไปเลย นั่งสมาธิสักแต่ว่าปรากฏ อู๋ย! รู้ไปหมด” มันนั่งหลับ

สมาธิเป็นสมาธิ ทำความสงบสุขไง พุทโธๆๆ มันทั้งตึงเครียด ทั้งมีความกดดันไปทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันพุทโธของมันได้ พุทโธๆ จนพุทโธกับจิตกลมกลืนกัน โอ้โฮ! มันคล่องแคล่วว่องไว แล้วละเอียด ละเอียด อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ละเอียดจนรู้เท่าทันหมดน่ะ

เวลาละเอียด ละเอียดเข้าไปนะ จนระลึกถึงไม่ได้ ระลึกถึงไม่ได้มันก็มีความตกอกตกใจไง เดี๋ยวก็วูบวาบหายก็ต้องขึ้นต้นกันใหม่ เวลาละเอียด ละเอียดจนละเอียดไม่ได้ ละเอียดจนสติสัมปชัญญะไง มันเข้าไปสู่จิตตัวผู้รู้ชัดเจน สมาธิเป็นสมาธิ

ไอ้เฉยๆ นั่นน่ะหัวตอ แล้วพอหัวตอขึ้นมา เวลามันเห็นความคิดกับจิตมันแยกออกจากกัน

มันเป็นส้มโอเหรอ มันเป็นอะไรมันแยกออกจากกัน

ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงมันต้องมีเหตุมีผล ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุมีผลนะ

เวลาครูบาอาจารย์ของเรา ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ เจ้าคุณจูมธรรมเจดีย์เอาหลวงตากับหลวงปู่ขาวมาคุยกัน เวลาหลวงตาเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นอบรมบ่มเพาะมา หลวงตาจะบอกว่า “หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมเรามา หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมเรามา” ท่านซักหมด ซักละเอียดหมดน่ะ ซักจนเอ็งจะไปทางไหนล่ะ แล้วทางไปไปทางไหน

เวลาหลวงตาพระมหาบัวขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง เถียงหัวชนฝาเลย ท่านบอกว่า เราก็มีของเราไง

เราก็มีของเรา คือการปฏิบัติไปแล้วทุกคนมันจะมีข้อเท็จจริงในใจ แต่ข้อเท็จจริงนั้นมันเจือปนไปด้วยอวิชชา เจือปนด้วยกิเลส โดยความไม่รู้ตัว เวลาขึ้นไปนะ มันเป็นความมหัศจรรย์น่ะ พอมหัศจรรย์ก็ว่าจิตของตนมหัศจรรย์อย่างนั้น หลวงปู่มั่นฟาดเอาหงายท้อง

เวลาขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นนะ เราก็มีของเราไง เถียงเป็นประจำ เถียงจนเป็นศิษย์เอกในการโต้แย้งหลวงปู่มั่น แต่สุดท้ายแล้วหลวงปู่มั่นเอาอยู่หมดน่ะ

นี่ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

ไอ้นี่รู้เฉย

โอ้โฮ! เราฟังแล้วนะ เศร้าเลยนะ

รู้ เฉยตรงไหนมันต้องมีสติสัมปชัญญะ ลมหายใจชัดๆ พุทโธชัดๆ แล้วถ้ามันวูบหายไป ตกภวังค์ ถ้าเฉยอยู่ เฉยอยู่มันสตัฟฟ์ตัวมันเอง หลอกตัวเอง แล้วความคิดมันแยก แยกตรงไหน เอาอะไรมาแยก

ความคิดตอนเช้ากับความคิดตอนเย็นอันเดียวกันหรือเปล่า ความคิดตอนเช้าก็เป็นความคิดหนึ่ง แล้วความคิดตอนเย็นก็เป็นความคิดหนึ่ง แล้วความคิดตอนเช้าก็เป็นความคิดตอนเช้า ความคิดตอนเย็นก็เป็นความคิดตอนเย็น

ไอ้นี่ความคิดมันแยก แยกอย่างไร

เริ่มต้นนะ ถ้ามันจะแยก มันต้องพูดถึงสมาธิถูกต้องชอบธรรมก่อน ว่าจิตเรามันสงบระงับอย่างไร พอจิตสงบระงับ สมถกรรมฐาน งานมันจะเกิดขึ้นตรงนั้นไง สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงานที่จะยกขึ้นสู่วิปัสสนา แต่ถ้ามันไม่มีฐาน มันก็เป็นโลกียะ มันก็เป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึก มันเป็นความคิดปกติไง

ถ้าความคิดของเราคิดได้ไหม ได้ เพราะอะไร เพราะคนเราเกิดมา พันธุกรรมของจิตมันไม่เหมือนกัน จริตนิสัยของคนไม่เหมือนกัน บางคนก็พุทโธแล้วดีมาก บางคนมรณานุสติ บางคนทำสลับกันเพราะว่ามันทำแล้วมันจะง่วงนอน ทำแล้วมันจะสัปหงกโงกง่วง รู้จักกิเลสน้อยเกินไป ถ้ารู้จักกิเลสมากนะ รู้จักกิเลสโดยปกติว่าเราแพ้ตัวเองตลอดเวลา

กิเลสคือความไม่รู้ในหัวใจของตน

เรามีการศึกษา เรามีสติมีปัญญา เรามีความรู้ทุกๆ เรื่อง แต่เราไม่รู้เท่าอารมณ์ของเรา ถ้ารู้เท่าอารมณ์ของเรา เราจะไม่ทุกข์ ถ้าเราจะรู้เท่าอารมณ์ของเรา นั้นคือปัญญาอบรมสมาธิ

เราใช้สติปัญญาได้ ปัญญาที่เราใช้ๆ เราตรึกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราใช้สติปัญญา เราเศร้าใจตลอด เราคิดผิดทุกเรื่อง เห็นไหม จบหมดน่ะ ถ้ามันจบหมด มันจะตรึกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิไง

ปัญญาใช้ได้ทุกเมื่อ ทุกที่ ทุกเวลา แต่ปัญญาอะไรล่ะ ปัญญาเพื่อใครล่ะ

แล้วใช้ปัญญาแล้วมันไม่มีเฉย พอมันปล่อยแล้วสักแต่ว่ารู้ รู้ชัดๆ เดี๋ยวคิดอีกแล้ว เพราะธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้นไง สันตติ ธรรมชาติของจิต ธรรมชาติของธาตุรู้มันเป็นอย่างนั้น แต่ไม่มีใครควบคุมมันไง

เรามาฝึกหัดทำสมาธิกันอยู่นี่ไง

ถ้าฝึกหัดทำสมาธิ เริ่มต้น “ทำไมต้องทำสมาธิ ก็ใช้ปัญญาไปเลย”

ใช่ ปัญญาไปเลย เอ็งก็คิดไปสิ

หลวงตาพระมหาบัวท่านเทศน์เรื่องปัญญาอบรมสมาธิ เพราะท่านมาในช่องทางนี้ ท่านมาโดยสติปัญญาของท่าน หลวงปู่เจี๊ยะถ้าใช้ปัญญานี่ท่านเอาตายเลย ไอ้ความคิดๆ ไอ้ปัญญาๆ บ้าบอ

หลวงปู่เจี๊ยะ ถ้าไปนะ ท่านซัดหงายท้องเลย ท่านไม่เชื่อเลย นั่นเพราะท่านพุทโธไวๆ พุทโธๆๆๆ หลวงปู่เจี๊ยะน่ะ พุทโธไวๆ จนเอาจิตมันสงบจนได้

เพราะจิตสงบอันนั้นแหละ ตั้งแต่อยู่ที่เมืองจันทน์ไง บวชมาอายุ ๒๐ ผู้เฒ่าผู้แก่เขานั่งสมาธิกันได้ทั้งคืน ตัวเองอายุ ๒๐ เป็นลูกเศรษฐีเงินทองมากมาย ทำอะไรก็ทำได้ แต่นั่งสมาธิสู้คนแก่ไม่ได้

ท่านด่าตัวเอง พยายามโทษตัวเองเต็มที่เลยว่าเลวร้าย เป็นพระเด็กหนุ่มๆ ทำงานอะไรก็ทำได้ นั่งสมาธิสู้คนแก่ไม่ได้ ท่านถือเนสัชชิกเลย ไม่นอน สู้กับกิเลส สู้กันเต็มที่เลย ด้วยอำนาจวาสนาของท่าน เห็นกาย พิจารณากาย จนผ่านไปสองขั้น ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง

ไปหาหลวงปู่มั่น ท่านพูดให้เราฟังเอง บอกว่า “หลวงปู่มั่นไม่เคยขัดเราเลย แล้วไม่ขัดไม่แย้งเราเลย ยอมรับหมด แล้วให้ผมทำอย่างไรต่อ”

ก็ปฏิบัติแนวทางเดิมนั่นไง

นี่ไง ถ้าเป็นสัมมาสมาธิมันถึงยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันถึงมีภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญามันเห็นกิเลสไง มันรู้จักกิเลสไง มันจะเฉย เฉย เฉยได้อย่างไร

เฉยๆ นี่ตอ

หลวงตาใช้คำว่า สมาธิหัวตอ”

ถ้าตกภวังค์นั่นนั่งหลับ แล้วเป็นอย่างนี้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

แล้วความคิดมันแยกอีกต่างหากนะ

อารมณ์มันเกิดได้ทั้งนั้นแหละ

เด็กๆ เรานะ เวลาเราถาม “มาได้อย่างไร”

“ก็ปิดเทอมไง”

มันย้อนกลับเลย

เด็กๆ เวลามันเล่นกัน อู้ฮู! มันดีกว่าความคิดแยกอีก เดี๋ยวนี้มันเล่นโทรศัพท์นะ เมื่อก่อนมันเล่นขายของ โอ้โฮ! ร้อยแปดเลย

ฉะนั้น ภาวนาเล่นขายของ เพราะว่าไม่มีพื้นฐาน นี่ข้อที่ ๑.

“๒. ขณะหลับไปแล้ว แต่ตกดึกช่วงเวลาใดจำไม่ได้ พอหลับไปแล้วเห็นความคิดแยกออกจากกัน”

คนนะ มีสติมีปัญญาเท่าทันอารมณ์ความรู้สึก มันเห็นอะไรแปลกๆ เยอะแยะไปหมด เห็นอะไรแปลกๆ จนคิดว่าสิ่งที่แปลกๆ นั้นเป็นเรื่องในพระพุทธศาสนา

แต่ในพระพุทธศาสนา ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ให้เชื่ออะไรเลย

ในฝ่ายปฏิบัติด้วยกันเองบอกว่า พุทโธๆ จะติดนิมิต จะรู้จะเห็นเป็นเรื่องนิมิต เรื่องนิมิตจะทำให้ติดข้อง ทำให้เสียหาย

ไอ้นี่บอกว่า เวลานอนหลับเห็นความคิดแยกออกจากกัน

เวลาคนนอนหลับเขามาหาเราเยอะแยะเลย เขาหลับฝันเห็นผีอย่างนี้ เขาเห็นอสุภะอย่างนี้ บางคน โอ้โฮ! เห็นพระพุทธเจ้ามาเทศน์สอนในขณะฝันเลย เยอะแยะไปหมดเลย

ติดนิมิต

ฉะนั้น มันเป็นเรื่องจริตเป็นนิสัย คนเรานะ เวลาฝันนะ พวกที่นอนฝัน เราก็จะมานั่งคุยกันเรื่องฝันสนุกครึกครื้น ไอ้พวกที่นั่งฟังอยู่ โอ๋ย! กูไม่เคยฝันสักทีว่ะ ไอ้คนที่ไม่ฝัน พูดอย่างไรมันก็ไม่ฝัน อันนี้คือจริตนิสัย

ถ้าจริตนิสัย ถ้าจริตนิสัยอย่างนี้เวลานั่งภาวนาแล้วเขาจะเห็นสภาพแบบนั้น เวลาทำความสงบของใจ พันธุกรรมของจิตๆ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรายกย่องมากนะ ทำความสงบ ๔๐ วิธีการ เพราะจริตนิสัยของคนมันมากมายมหาศาล ถ้าเอาเฉพาะพุทโธหรือเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันเป็นทางคับแคบ มันต้องเปิดให้กว้างขวางไง

คนเราถนัดอย่างใด จะทำสิ่งใด ขอให้ทำเถอะ ทำขึ้นมาเพื่อความสงบระงับ ศีล สมาธิ ปัญญาเหมือนกัน วิธีการแตกต่างกัน แต่ขอให้เป็นสัมมาทิฏฐิความถูกต้องและชอบธรรม ความถูกต้องและชอบธรรมนั้นคือสัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิเป็นสมถกรรมฐาน แก้กิเลสไม่ได้

“สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้”

มันบ่นทุกวันเลย แต่เพราะมึงไม่มีสมาธิ มึงเลยทำอะไรกันไม่เป็นสักอย่างหนึ่งเลย

“สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้”

ขอให้มีสมาธิก่อนมันก็ยังมีอยู่มีกินไง มีสมาธิก่อน อย่างไรเราก็ทำนา ทำนาเราก็มีข้าวอยู่ในยุ้งไง มันจะเกิดอะไรขึ้น ข้าวในยุ้งเราก็เอามาหุงกินกันได้ไง ทำสมาธิ ทำสมาธิให้มันเกิดสมาธิก่อน มีข้าวแล้วเราจะหาอะไรกิน เราค่อยมาดัดแปลงของเรา พอดัดแปลงของเรา มันก็ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไง

ไอ้นี่ข้าวก็ไม่มีในยุ้ง เงินก็ไม่มีจะซื้อ ไม่มีอะไรจะกินสักอย่างเลย

“ไอ้พวกพุทโธๆ มันจะติดสมถะ มันจะติดสมาธิ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้”

เขาก็รู้ว่าสมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แต่คนเราเกิดมามันทุกข์นะ ถ้าทำสมาธิได้ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มีนะ แล้วถ้าอำนาจวาสนาเขาแค่นั้นก็แค่นั้นไง

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ พวกพราหมณ์เขาก็ทำสมาธิของเขามา พวกที่เป็นเดียรถีย์นิครนถ์ในสมัยพุทธกาล พวกที่เป็นลูกศิษย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มาตั้งแต่อดีตกาล เขาก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมาเหมือนกัน แล้วเวลาคนมา เวลาภาวนาก็เป็นพราหมณ์ไปก็เยอะ ภาวนาไปแล้วเป็นเดียรถีย์ก็เยอะ

แล้วภาวนาแบบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาปฏิเสธความเชื่อทุกๆ อย่าง เพราะความเชื่อ ศรัทธาความเชื่อมันชักให้เราออกนอกลู่นอกทาง ให้เชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วเวลาพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทำความสงบสุขของใจเข้ามา ไม่ให้ใครมาชักนำ ไม่ให้ใครมาคอยครอบงำ

ฉะนั้น จะรู้จะเห็นอะไร เห็นจิตมันแยกเลย ความคิดแยก

ลูกศิษย์เราเยอะนะ มันพูดดีกว่านี้เยอะเลย เด็กๆ ของเราเนี่ย เด็กๆ ของเราเข้ามาเรียงแถวเข้ามาเลย โอ้โฮ! เมื่อคืนแยกหมดเลยนะ แม่พาไปล้างก้นอยู่น่ะ มันแยกหมดเลย ทั้งขี้ ทั้งเยี่ยวนั่นน่ะ เยอะแยะ ไร้สาระมากๆ

ถ้ามันคิดมันปรุงมันแต่ง มันคิดมันปรุงมันแต่งของมันอยู่แล้ว

ถ้ามีครูบาอาจารย์ของเรานะ ทำความสงบของใจเข้ามา

เริ่มต้นคนที่ประพฤติปฏิบัติออกนอกลู่นอกทาง จะทำอย่างไร เพราะว่าเราไปเชื่อไง ส่งออกตามมันไปไง “มันจะสิ้นกิเลส มันจะเป็นมรรคผลนิพพาน”

เอ็งเห็นกิเลสหรือยัง เอ็งรู้จักกิเลสหรือ

แต่ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงนะ เห็นกายเทียมๆ เห็นกายหลอกๆ ก็เห็นกันทั่วไปนี่แหละ ถ้าเห็นกายในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ พอเห็นกายมันสะเทือนถึงขั้วหัวใจเลย

ตัณหาความทะยานอยากมันก็อาศัยสติปัฏฐาน ๔ ไปเพื่อแสวงหาสิ่งที่ทำให้มันเข้มแข็ง แล้วเราถ้ารู้เท่านะ กิเลสเป็นนามธรรมๆ กิเลสก็ตัณหาความทะยานอยาก ก็สมุทัยนั่นไงคือกิเลส

แล้วถ้าเห็นกายๆ เห็นกายโดยสัมมาสมาธิ มันเห็นถึงมันสะเทือนกิเลสเลย ถ้ามันรู้เห็นอย่างนั้นนะ โอ้โฮ! มันจะเห็นความต่างว่าโลกียะวิทยาศาสตร์ทางโลกเป็นอย่างนี้ เป็นอนิจจัง แต่ถ้าเป็นทางธรรม ทางธรรมเป็นนามธรรมมันจะเป็นอนัตตา เพราะมันไม่ใช่อนิจจัง

อนิจจังในตัวมัน มันเป็นของมันอยู่แล้ว แต่เห็นอนัตตา เห็นอนัตตาเห็นความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันธรรม ในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงต่อหน้าปัจจุบันเลย แล้วมันเปลี่ยนแปลงอย่างไร มันเปลี่ยนแปลงจนสิ่งที่ว่าสังโยชน์ร้อยรัดใจที่มันสะเทือนใจขาดหลุดออกไป

สังโยชน์ ๑๐ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา สังโยชน์ ๑๐ สังโยชน์ ๑๐ ขาด นิโรธ ดับทุกข์ มันถึงจะเป็นข้อเท็จจริง

ไอ้นี่เพ้อเจ้อ เพ้อฝัน เฉยๆ

เริ่มว่าเฉยๆ ก็จบแล้ว “รู้เฉย” เราฟังแล้วเบื่อมาก รู้เฉย รู้เฉยคือขี้เกียจ รู้เฉยคือไอ้พวกมักง่าย พวกรู้เฉยพวกไม่ยอมขยับ ไม่ทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ แล้วจะเอามรรคเอาผล

หัวตอ ขอนไม้ ตกภวังค์ นั่งหลับ จบ

ถาม : ข้อ ๓๑๐๕. เรื่อง “อนาคามี”

อนาคามี ๕ ชั้น อยู่บ้านควรประพฤติปฏิบัติแบบใดเจ้าคะ

ตอบ : หิวก็กินไง ง่วงก็นอนไง อนาคามีมาถามอะไร อนาคามีไหน นี่อนาคานอน อนาคานอน นอนหลับอยู่นั่น อนาคามีจากที่ไหน ไร้สาระ

แค่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันนะ ละสังโยชน์ ๓ ตัว สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส นี่ไง ไม่ลูบไม่คลำในศีล สงสัยอะไร พระโสดาบันสงสัยเรื่องอะไรในศาสนา ไม่ถือมงคลตื่นข่าวคือไม่ออกนอกพระพุทธศาสนาแน่นอน แล้วความเชื่อนอกพระพุทธศาสนาจะเข้ามายุ่งไม่ได้

ความเชื่อในพระพุทธศาสนา วิจิกิจฉา ไม่ลังเลสงสัย ไม่ลูบไม่คลำ ชัดๆ แล้วสังโยชน์ ๓ ขาด เกิดอีก ๗ ชาติ รู้ได้อย่างไร พระโสดาบันยังรู้

พระอนาคามีบอกว่า อยู่บ้านจะทำอย่างไร

พระอนาคามียังถามอีกหรือวะ อนาคานอน ไร้สาระ ไม่มีแก่นสาร นี่ไง มันหลอน ไอ้พวกหลอนไง

เริ่มต้นเขาว่าจิตเขาไม่ปกติ เพราะว่าเขาหาหมออยู่ เขายังขวนขวายจะทำตัวให้กลับมาเป็นปกติ

ไอ้นี่นักปฏิบัตินะ เห็นความคิดกับจิตแยกเลย มันแยกเลย เป็นอนาคามี

สังโยชน์หลุดตรงไหน ขณะไม่มี

ขณะคือนิโรธ นิโรธคือดับทุกข์ ทุกข์ให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ ชัดๆ

คิดเองเออเอง เพ้อเจ้อ เพ้อฝัน แล้วก็บอกว่าอนาคามีอยู่บ้านจะให้ปฏิบัติอย่างไร

หิวก็กินข้าวนะ เข้าส้วมให้ดีนะ แล้วถ่ายเสร็จแล้วต้องล้างส้วมด้วย ออกจากส้วมมา ขี้ไว้เต็มส้วมแล้วไม่ล้าง อนาคามีขี้ไม่ต้องล้าง ให้คนในบ้านล้างให้

มันมีผู้หลงผิดเยอะนะ คิดว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ อยู่บ้านนี่แหละ ครอบครัวเขามาเล่าให้ฟัง จะคุยกับใครต้องให้ยกมือพนมมือ จะทำอะไรต้องให้คนเคารพ

กูจะบ้า

ถ้าเขาเป็นความจริงนะ เงียบกริบ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต รู้ถึงนะ ที่สูงที่ต่ำ รู้ถึงที่ควรและไม่ควร รู้ถึงว่า กาลเทศะ อะไรจริง อะไรเท็จ สังคมไหนรับรู้ได้ สังคมไหนรับรู้ไม่ได้ ถ้าเป็นข้อเท็จจริงเขาไม่ถาม

ไอ้ที่ถามมานี่อาการบ้า ใกล้บ้า แล้วไปหาสังคมที่เป็นบ้า จบ